เทศน์พระ

ปัญญาขุยไผ่

๒๕ เม.ย. ๒๕๕๖

 

ปัญญาขุยไผ่
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์พระ วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๖
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

อ้าว! ตั้งใจฟังธรรมเนาะ วันนี้เรามาลงอุโบสถ เราทำสามีจิกรรม ทำสามีจิกรรมเพื่อความสงบ ความระงับ ธรรมและวินัย ธรรมและวินัยเป็นเครื่องอยู่ของเรานะ นี่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน “ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเธอ” ถ้าเป็นศาสดาของเธอ เห็นไหม เราทำอุโบสถสามัคคีเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข เพื่อความระงับเรื่องความเศร้าหมองในใจ

ความเศร้าหมองนะ เวลาลงอุโบสถ เราต้องปลงอาบัติกันก่อน เพราะสมัยพุทธกาลเขาได้ภาษามคธ ภาษาบาลี ได้ภาษาบาลี พอบวชไปแล้ว เขาเป็นอาบัติข้อนั้นๆ เพราะทำความสะอาดไง ทำความสะอาดในใจของเรา ถ้าเราตรวจสอบทำความสะอาดในใจของเรา ที่อยู่อาศัยของเราก็จะน่ารื่นรมย์ น่าอยู่อาศัย เราบวชเป็นพระนะ บวชเป็นพระ ความสะอาดบริสุทธิ์เป็นความสะอาดบริสุทธิ์อยู่ภายใน

ถ้าความสะอาดบริสุทธิ์อยู่ภายใน ความลับไม่มีในโลก เราคนเดียวไปรู้ แต่เวลาคนขาดสติ ความพลั้งเผลอ ถ้าความพลั้งเผลอทำสิ่งใดแล้วนี่เป็นอาบัติ เห็นไหม นี่ด้วยความพลั้งเผลอไป พอความพลั้งเผลอไป สิ่งที่เวลาเราคิดว่าจะปลงอาบัติ เราจะแก้ไขตัวของเรา แต่ยังไม่ได้ทำ เวลาลงอุโบสถย้ำเตือนๆ เพื่อให้สะกิด เขาจะสะกิดกัน นี่เราทำผิดพลาดอย่างนี้ไป เราจะปลงอาบัติๆ คำว่า “ปลงอาบัติ” เห็นไหม เวลาสวดว่าผิดครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เราถามเธอครั้งที่ ๑ นะ ครั้งที่ ๒ นะ ครั้งที่ ๓ นะ นี่ย้ำ ย้ำตลอดเวลา เวลาหมดมรรคๆ อันนี้เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของเรา ฉะนั้น เวลาความสะอาดบริสุทธิ์ของเราเพื่อสิ่งใดล่ะ

เวลาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้ เห็นไหม ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามีศีล ความปกติของใจ ทำสมาธิ สมาธิมันก็จะทำได้ง่ายขึ้น แล้วพอเกิดปัญญาๆ ปัญญามันก็เกิดเป็นอริยสัจ เกิดสัจจะความจริงของเรา แต่เวลาเราศึกษาเราเล่าเรียนของเรา เรามีความปรารถนาอยากจะพ้นจากทุกข์ เราบวชมาแล้วอยากจะพ้นจากทุกข์ทั้งนั้นแหละ นี่ความปรารถนาเป็นความดีอันหนึ่งนะ ความปรารถนา ความอยากจะเป็นมรรคมันมีอยู่ ความปรารถนาดี อยากทำคุณงามความดีของเรา แต่ด้วยสมุทัย คำว่า “สมุทัย” เชื้อโรค คนเป็นโรคไปหาหมอ เราเจ็บไข้ได้ป่วยแต่เราไม่รู้เป็นโรคสิ่งใด ไปหาหมอ หมอก็วินิจฉัยว่าเราจะเป็นโรคอะไร

นี่ก็เหมือนกัน ตัณหาความทะยานอยากในใจของเรา สมุทัย นี่มันเป็นเชื้อโรคอยู่ในใจ มันเป็นอวิชชาความไม่รู้ของมัน แต่พลังงานนี่มันรู้ นี่ธรรมชาติที่รู้มันเป็นธาตุรู้ ธาตุรู้ แต่อวิชชาครอบงำอยู่ เวลาอวิชชาครอบงำอยู่ ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การประพฤติปฏิบัติ ความอยาก ความปรารถนาเรามันก็มีสมุทัยนี่เจือปนเข้ามา เจือปนเข้ามา ถ้าไม่เจือปนเข้ามา ศึกษาสิ่งใดแล้วมันก็ไม่สะอาดบริสุทธิ์ไง ถ้ามันศึกษาขึ้นมามันก็เป็นโลกียปัญญา ปัญญาการศึกษา

การศึกษานะ ถ้าคนหยาบๆ เวลามันมีความเศร้าใจ ความหมองใจในใจ ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบอกว่าสิ่งนี้มันเป็นอนัตตา สิ่งนี้มันเป็นไตรลักษณ์ สิ่งนี้มันไม่อยู่กับเราจริง สิ่งนี้มันเป็นอนิจจัง สิ่งนี้มันอยู่ชั่วคราว มาศึกษานี่เราศึกษาทางทฤษฎี แล้วเราพยายามเป็นตรรกะเปรียบเทียบมาในใจของเรา มันก็เห็นจริง พอมันเห็นจริงขึ้นมามันก็ซาบซึ้งนะ มันก็ปล่อยวางได้เป็นครั้งเป็นคราวไง แต่เป็นครั้งเป็นคราว เชื้อโรคถ้าเราไม่ได้รักษาจนกว่ามันจะหายขาดไป เวลาร่างกายเราอ่อนแอมันก็กำเริบ

จิตใจของเราก็เหมือนกัน ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันเป็นปัญญา ธรรมโอสถๆ แต่ธรรมโอสถ เราศึกษามามันเป็นฉลากยา เห็นไหม แต่ถ้าเราจะทำความจริงของเราขึ้นมา ถ้าความจริงขึ้นมา เราจะต้องทำความสงบของใจเราเข้ามา ถ้าใจเราสงบระงับขึ้นมา นี่เราถึงมาลงอุโบสถสามัคคีกันเพื่อความสะอาด เพื่อความบริสุทธิ์ สิ่งใดที่เราพลั้งเผลอไป เราจำไม่ได้ สิ่งใดมันก็มาตรวจสอบในใจของเรา

ถ้าตรวจสอบในใจของเรา เห็นไหม สิ่งนี้มันทำให้เราสะอาดบริสุทธิ์ สิ่งนี้สะอาดบริสุทธิ์ สะอาดบริสุทธิ์โดยศีลนะ สะอาดบริสุทธิ์โดยโลก แต่ถ้าสะอาดบริสุทธิ์โดยโลก สิ่งที่มันฝังใจอยู่มันก็แสดงตัวมันเป็นธรรมดา เป็นธรรมดา เห็นไหม ดูสิ เราทำความสงบของใจ นี่เจริญแล้วก็เสื่อมเป็นธรรมดา ถ้าเจริญแล้วเสื่อมเป็นธรรมดา แต่ถ้าเรามีความชำนาญในวสี การเข้าและการออก การดูแลรักษาขึ้นมา ความเป็นสมาธิของเรา ความมั่นคงของเรามันก็จะมั่นคงของเรา ถ้ามั่นคงนะ มันมั่นคงของมัน มันเข้มแข็งของมันขึ้นไปเรื่อย ถ้ามันทำของเราขึ้นไป ถ้าเราทำขึ้นไป มันรักษาได้ดีขึ้น รักษาได้ง่ายขึ้น รักษาได้ง่ายขึ้น

นี่เวลาเราปฏิบัติ เห็นไหม ปุถุชน กัลยาณปุถุชน ปุถุชนคนหนา ปุถุชนคนหนาทำสิ่งใดก็ล้มลุกคลุกคลานทั้งนั้นแหละ แต่เราลงอุโบสถร่วมกัน เรามีความสะอาดบริสุทธิ์ร่วมกัน เราทำสิ่งใดด้วยกัน แล้วเรามีสติปัญญารักษาใจของเรา ดูแลใจของเรา เวลาภาวนา ทุกคนก็ต้องภาวนาของตัวเอง พอภาวนาเสร็จแล้ว นี่ ธมฺมสากจฺฉา เวลาเราจะสนทนาธรรมกัน ทำอย่างใด ใครมีแง่มุมอย่างใด ใครมีหน้าที่การงานอย่างใด แนะนำกันๆ แล้วเราย้อนกลับมาพิสูจน์ตรวจสอบใจของเรา เราก็ดูแลใจของเรา

ถ้าดูแลใจของเรา เห็นไหม ปุถุชน กัลยาณปุถุชน เวลาเป็นกัลยาณปุถุชนนะ กัลยาณปุถุชน คนที่ควบคุมใจของตัวเองได้ รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร ถ้ารูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วงของมาร เป็นพวงดอกไม้แห่งมาร รูป รส กลิ่น เสียง เราต้องสัมผัสทั้งนั้นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันสัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียงทั้งนั้นแหละ ถ้าความสัมผัสโดยขาดสติขึ้นมา คนหนา นี่ปุถุชน แต่ถ้าเราใช้สติปัญญาของเรา เรากำหนดพุทโธของเราด้วยปัญญาของเรา ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา รูป รส กลิ่น เสียงเป็นบ่วง เป็นบ่วงของมารมันล่อ เป็นพวงดอกไม้ นี่เป็นบ่วงของมาร บ่วงมันรัดคอ เวลาเป็นพวงดอกไม้ มันล่อมันหลอกเราไป

ถ้ามีสติสัมปชัญญะ รูป รส กลิ่น เสียง มันเก้อๆ เขินๆ จิตของเราก็เป็นจิตของเรา ความรู้สึกนึกคิดก็เป็นความรู้สึกนึกคิดของเรา รูป รส กลิ่น เสียงที่มันกระทบขึ้นมา มันกระทบออกไปข้างนอก สิ่งนั้นสติปัญญาเรามันเท่าทัน นี่สิ่งที่เป็นกัลยาณปุถุชนมันดูแลได้ รักษาได้ การทำสมาธิมันก็ง่ายขึ้นมา มันก็ดีขึ้นมา

นี่ต้นไม้ ต้นไม้เวลามันมีอายุขัยของมัน เวลามันถึงอายุขัยของมัน มันก็ตายเป็นธรรมดา ต้นไผ่ เวลาเขาปลูกไผ่กัน ถ้ามันอายุครบ ว่า ๘๐ ปีขึ้นไป ๘๐ ปี มันจะมีขุยไผ่ ถ้าดอกขุยไผ่มันออกนะ นี่มันบอกเลยว่ากอไผ่นั้นมันจะตาย กอไผ่นั้นตายแน่นอน นี่ก็เหมือนกัน สิ่งที่ว่าความรู้สึกนึกคิดของเรามันเกิดมาจากอะไร? เกิดจากจิต นี่ถ้าขุยไผ่ ความรู้สึกนึกคิดของเรามันกลับมาทำลายเราไง

ความรู้สึกนึกคิดบางคนเป็นประโยชน์ ดูสิ ทางโลกเขาบริหารจัดการขึ้นมา เขาใช้สมองของเขา เขาบริหารจัดการของเขาด้วยความรู้สึกนึกคิดของเขา ประสบการณ์ของเขา ปฏิภาณไหวพริบของเขาที่ดี ผู้ที่มีวิชาชีพ อาชีพทนายของเขา เขาจะมีความละเอียดรอบคอบของเขา เขาจะแม่นในข้อกฎหมายของเขา คนที่เขามีอาชีพนักบริหารจัดการ เขาก็ต้องคำนวณของเขาด้วยความถูกต้องดีงามของเขา นี่ไง มันวิชาชีพของเขา เขาก็ใช้ความรู้สึกนึกคิดเป็นอาชีพของเขาได้ อาชีพของเขาบริหารจัดการโดยสมองของเขา แต่ถ้าเวลามันใช้ประโยชน์ มันก็ใช้เป็นประโยชน์นะ แต่เวลามันเป็นโทษล่ะ ดูสิ คนที่เวลาเขาทุจริตขึ้นไป เขาก็ใช้ความรู้สึกนึกคิดของเขาเหมือนกัน นี่เขาใช้สมองของเขาเพื่อหาประโยชน์ของเขา ถ้าหาประโยชน์ของเขา มันก็ได้ผลประโยชน์มา แต่มันทำลายตัวเองไง มันเป็นอกุศล มันเป็นบาปกรรม มันทำให้ตัวเองตกต่ำ

นี่ก็เหมือนกัน ความรู้สึกนึกคิดของเรา ถ้ามันจะเผาเรา ทำลายเรา เห็นไหม นี่ความรู้สึกนึกคิด ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ศึกษามาแล้ว ทำสิ่งใดเราก็ทำมาทุกอย่างแล้ว แล้วมันทำไมไม่ได้ผลๆ ล่ะ ไม่ได้ผลเพราะกิเลสมันซ้อนกิเลสไง นี่กิเลสอย่างหยาบๆ ความตึงเครียด ความกดดันในใจ แต่เวลากิเลสอย่างละเอียดนะ ถึงมันจะปล่อยวางขนาดไหนมันก็มีกิเลสซ่อนอยู่ในใจนั้น ถ้าซ่อนอยู่ในใจนั้น เราจะรื้อค้นอย่างไร เราจะแสวงหาอย่างไร เราจะไม่ให้มันเป็นโทษกับเราไง

แต่ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เห็นไหม นี่ขุยไผ่ ขุยไผ่มันทำลายต้นไผ่ มันทำลายกอไผ่ แต่ถ้าเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในมหายานเขาบอกนะ จะโค่นต้นไผ่ต้องใช้มีดที่ทำจากด้ามไม้ไผ่ ด้ามไม้ไผ่ มีดที่ทำจากด้ามไม้ไผ่ ไม้ไผ่นี่เขาเอามาทำด้ามมีด แล้วเอาเข้าไปโค่น ไปล้ม ไปทำลาย ไปโค่นต้นไผ่ แต่ถ้ามันขุยไผ่ ขุยไผ่ทำลายตัวมันเอง ขุยไผ่คือกิเลส คือตัณหาความทะยานอยาก มันทำลายตัวมันเอง

แต่เวลาเป็นมรรคล่ะ เวลาเป็นมรรคขึ้นมา เราจะมีมีดของเราขึ้นมาได้อย่างไร เราจะมีมีด เห็นไหม มีดที่จะโค่นต้นไผ่ต้องเป็นมีดที่ใช้ด้ามไม้ไผ่ นี่เราจะทำสติปัญญาอย่างไรไม่ให้เป็นขุยไผ่ ไม่ให้ทำลายตัวเราเอง แต่ถ้ามันเป็นปัญญาที่เป็นขุยไผ่นะ มันทำลายล้างเราตลอดไป ทำลายล้างนะ แต่ด้วยความไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นปัญญาของเรา สิ่งนี้เป็นประโยชน์ของเรา ศึกษาธรรมๆ ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมของเรานะ ถ้าศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมมันขัดแย้งกับใจของเราล่ะ ทำไมมันควบคุมสติปัญญาของเราไม่ได้ล่ะ ทำไมสติปัญญาควบคุมจิตไม่ได้ แล้วจิตของเราทำไมไม่มีความสงบร่มเย็นขึ้นมา

ถ้ามีความสงบร่มเย็นขึ้นมา ความร่มเย็นนี้ต้องไปอวดใคร ความร่มเย็นนี้มันร่มเย็นในใจของเราใช่ไหม ความร่มเย็นต้องปิดประกาศไว้ที่ไหน ถ้าปิดประกาศไว้นั่นมันเป็นกระแสสังคม มันเป็นเรื่องโลกๆ ไปแล้วล่ะ นี่โลกเขาทำกันอย่างนั้นแหละ จะทำสิ่งใดเขาขึ้นป้ายโฆษณากันอยู่อย่างนั้นแหละ โฆษณาเพื่ออะไรล่ะ? ก็โฆษณาเพื่อคนอื่น ให้คนอื่นเขารับรู้กับเรา แต่เวลาเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโกในใจของเรา มันเป็นของเราเอง มันต้องโฆษณาให้ใครฟังล่ะ

ถ้ามันไม่โฆษณาให้ใครฟัง เห็นไหม นี่เรามีสติปัญญา นี่เป็นปัจจัตตัง ถ้าเป็นปัจจัตตัง เราทำขึ้นมา เราทำขึ้นมาไม่ให้เป็นขุยไผ่นะ ถึงมันจะเป็นมีดที่ทำจากด้ามไม้ไผ่ก็ให้เป็นความจริงขึ้นมา สติ ให้เกิดสตินะ ถ้าเกิดสติ ครูบาอาจารย์ท่านบอกสติมันยับยั้งได้หมด คลื่นทะเลขนาดไหน ฝ่ามือมันกันได้เลย นี่ความที่มันเร่าร้อนในใจ ความที่มันแผดเผาในใจนะ คนเราบวชมามันก็แบบว่ามีอำนาจวาสนาบารมีแตกต่างกันไป นี่คนถ้าเห็นภัยในวัฏสงสาร เราบวชมาก็บวชมาเพื่อมรรคเพื่อผลนะ ถ้าเพื่อมรรคเพื่อผล เวลามรรคผล บวชแล้วมันจะมีมรรคผลมากับเราไหม บวชมันก็บวชแต่ร่างกาย นี่เวลาเป็นพระมานี่พระโดยสมมุติ นี่สมบูรณ์ ญัตติจตุตถกรรมมาเป็นพระ พอเป็นพระขึ้นมา เป็นพระแล้วหัวใจมันเป็นพระกับเราไหมล่ะ เห็นไหม

พระบวชใหม่จะทนคำสอนได้ยาก คำสอนที่เวลาครูบาอาจารย์ท่านสอน เพราะอะไร เพราะกิริยามันเหมือนกัน ความคิดมันเป็นอย่างนั้นน่ะ นี่เขาเรียกว่านิสัยของฆราวาสมันยังมาในใจไง นิสัยฆราวาส สมณสารูป นิสัยของภิกษุ ของผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ผู้ที่เห็นภัยในวัฏสงสารนะ เขาจะไม่ไปคลุกคลี ไม่ไปเกลือกกลั้วกับสิ่งที่เป็นโลกๆ สิ่งที่เป็นเรื่องโลกๆ เราไปเกลือกกลั้วมันทำไม เราเสียสละมาแล้วเราพยายามจะขนออกจากใจของเรา แล้วทำไมเราต้องไปแสวงหาสิ่งนั้นมา แต่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ใช่ไหม เราเกิดเป็นมนุษย์มันต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัยใช่ไหม เราบวชเป็นพระแล้วเราก็ต้องมีปัจจัยเครื่องดำรงชีวิต นี้ดำรงชีวิต เราอยู่กับโลกโดยไม่ไปติดเขา เพราะเราเห็นภัยในวัฏสงสาร เราสละมา เราทิ้งมา ถ้าเราทิ้งมา ทำไมเราต้องไปเกลือกกลั้วกับเขาล่ะ

ถ้าเราไม่เกลือกกลั้วกับเขานะ เราทำตัวของเรา เราถือพรหมจรรย์ พรหมจรรย์เป็นหนึ่งใช่ไหม นี่เราถือพรหมจรรย์ขึ้นมา พรหมจรรย์เราไม่เป็นของคู่ ถ้าของคู่ เราทำสิ่งใดเป็นของคู่ทั้งหมด เวลามันคิดนี่คิดดีคิดชั่ว มืดคู่กับสว่าง ทุกข์คู่กับสุข มันมีของคู่ทั้งนั้นแหละ แล้วธรรมเป็นหนึ่งเป็นอย่างไรล่ะ ธรรมเป็นหนึ่ง เราพยายามรักษาของเรา ธรรมเป็นหนึ่งขึ้นมาให้มันเจริญงอกงามขึ้นมา ถ้าเจริญงอกงามขึ้นมา หน่อพุทธะเกิดนะ ถ้าหน่อพุทธะมันเกิดขึ้นมา ความร่มเย็นเป็นสุขมาแล้ว แต่ถ้าหน่อพุทธะไม่เกิด มันตากแดดตากฝนอยู่นั่นแหละ มันมีแต่ความเร่าร้อนทั้งนั้นแหละ

แล้วเวลาเกิดขึ้นมานะ มันเกิดโดยธรรมชาติ เกิดโดยธรรมชาติขึ้นมา ดูสิ ธรรมชาติก็หญ้าไง พวกหญ้า พวกพืชที่ไม่มีประโยชน์ เกิดจากธรรมชาติ แต่สิ่งที่มีประโยชน์ เขารักษาขนาดไหนมันก็ไม่งอกงามสักที เวลาทำไร่ไถนา พวกศัตรูพืชต่างๆ เขารักษาเต็มที่ของเขาเลย แต่เวลาถ้าฝนมันตก ดูสิ วัชพืชมันขึ้นมา มันขึ้นเต็มไปหมดเลย สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์มันขึ้นตามธรรมชาติของมัน แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ดูแลรักษาขนาดไหนมันก็ไม่ขึ้นสักที ไม่ขึ้นสักที

เราต้องมีสติ เห็นไหม ปัญญาขึ้นมาก็ให้มันเป็นปัญญากับเรา อย่าให้เป็นขุยไผ่ ปัญญาขุยไผ่มันทำลายเรานะ ทำลายแล้วมันเร่าร้อน นี่เวลาเร่าร้อน ถ้าเป็นปัจจัตตัง เวลาจิตมันสงบเข้ามา เราก็มีความร่มเย็นเป็นสุข แล้วถ้าเกิดออกใช้ปัญญานะ เวลาปัญญามันฟาดฟันกับกิเลส มันเห็นผล มันเห็นผลนะ ดูสิ เวลาเราศึกษามา เวลามีปัญญาขึ้นมา ปัญญาที่เกิดขึ้นมา นี่ปัญญาทางโลกๆ มันยังทึ่งนะ เวลาเขาศึกษามาขนาดไหน เขาได้ใบประกาศมาต่างๆ เขามีปัญญาของเขา อันนั้นเป็นประโยชน์กับเขา

ปัญญาอันนี้ นี่เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เวลาจิตสงบไปแล้วมันเกิดภาวนามยปัญญา ถ้าเป็นตรรกะ เป็นจินตมยปัญญา มันก็เป็นอันหนึ่งที่รสชาติมันไปอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา เพราะจิตมันสงบแล้วมันออกจับ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง แล้วมันแยกแยะของมัน งานของเรามันอยู่ที่นี่

เวลางานของเราทางโลก เห็นไหม มองโดยกายภาพ พระเราก็เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนานี่เป็นงานทางเอกของพระ แล้วข้อวัตรปฏิบัติขึ้นมา งานในสังคม งานในเรื่องมันเป็นข้อวัตรปฏิบัติในหมู่พระเรา ในหมู่พระมันจะอยู่ด้วยกัน มันก็เป็นข้อวัตรปฏิบัติ นี่งานทางโลกเห็นเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา แต่เวลาเป็นงานจริงๆ เวลามันเกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาที่มันเป็นจักร ที่เวลามันเคลื่อนขึ้นไป เวลาจักรมันเคลื่อนขึ้นไป เพราะมันทำได้ พอมันทำได้ขึ้นมา มันไม่เห็นกับโลกแล้ว ความเป็นอยู่นี่เป็นเรื่องภายนอก นี่ความเป็นอยู่ ปัจจัยเครื่องอาศัยเป็นเรื่องภายนอก แต่เวลาถ้าจิตมันเกิดขึ้นมา เห็นไหม เวลาปัญญามันเกิดขึ้นมา ศีล สมาธิ ปัญญามันเกิดขึ้นมาจากใจ เวลาจักรมันหมุนแล้วเรื่องภายในนี่สำคัญ

ถ้าเรื่องภายในสำคัญนะ นี่ทำไมเราอดนอนผ่อนอาหารกันได้ล่ะ เราวางได้ทุกๆ อย่างขึ้นมา วางทุกอย่างเพื่ออะไรล่ะ? ก็เพื่อให้สติปัญญามันเข้มแข็งขึ้นมา ถ้าสติปัญญามันเข้มแข็งขึ้นมา ปัญญามันเกิดขึ้นมา มันหมุนขึ้นมา เรารักษาสิ่งนี้ รักษาสิ่งนี้ มันทะนุถนอม ทะนุถนอมธรรม ธรรมจักรของเรา ถ้าจักรมันเคลื่อนขึ้นไปแล้วมันเริ่มฟาดฟันแล้ว มันเห็นผลไง เวลาปัญญามันพิจารณาไปแล้วมันปล่อยวางๆ นี่ตทังคปหาน มันชื่นบานขนาดไหน มันรื่นเริงขนาดไหน มันไม่เป็นขุยไผ่ไง

ถ้าขุยไผ่ มันทำลายตัวมันเองนะ มันล้มลุกคลุกคลานของมันอยู่ แล้วมันเอาหัวชนฝานะ เอาหัวชนฝาไว้แล้วมันจะมีแต่ความทุกข์ นี่หน้าชื่นอกตรม หน้าชื่นอกตรมอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าหน้าชื่นอกตรม หน้าชื่น เห็นไหม หน้าชื่นบานก็ด้วยสังคม เวลาอก ไฟมันเผาลนอยู่ในหัวใจของเรา แต่ถ้าเรามีสติปัญญาขึ้นมา นี่มันจะทุกข์จะร้อนขนาดไหน ดูสิ เวลาครูบาอาจารย์เราอยู่ในป่า ในเขา นี่หลวงตาท่านพูดถึงหลวงปู่มั่น นี่ถ้ามองทางโลก เหมือนเศษคน ไม่มีใครเอานะ อยู่ในป่า ในเขาไม่มีใครสนใจ เหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง แต่เวลาตกกลางคืนขึ้นมา ตั้งแต่ ๔ ทุ่มขึ้นไป เทวดามาฟังธรรมหลวงปู่มั่นๆ นี่มันเศษคนที่ไหน มันยอดคน มันยอดคนเพราะอะไร เพราะรักษาใจของตัวเองได้ ใจตัวเองมีคุณธรรมขึ้นมา เห็นไหม เทวดา อินทร์ พรหมยังต้องมาฟังเทศน์ แต่เวลามองทางโลก มันเศษคนๆ เศษคนเพราะอะไรล่ะ เศษคนเพราะว่ามันไม่เกี่ยวกับโลก มันไม่คลุกคลีกับโลก อยู่โดยเอกเทศ พรหมจรรย์ ความสงบระงับในใจมันมีความสุข มันมีวิมุตติสุข สุขในใจอันนั้น ถ้าเราเกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาที่ธรรมจักรมันเคลื่อนขึ้นมา อันนี้มันมีคุณค่า พอมีคุณค่าขึ้นมา มันมีสติปัญญา เห็นไหม มันไม่ใช่ขุยไผ่ มันไม่ทำลายตัวมันเอง ถ้ามันขาดสติปัญญา มันทำลายตัวมันเอง ล้มลุกคลุกคลาน แล้วมันจะเจริญงอกงามขึ้นมาได้อย่างไร

แล้วถ้าเจริญงอกงามขึ้นมาได้ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากราบธรรมๆ ธรรมอันนั้นมันประเสริฐตรงไหน ศีล สมาธิ ปัญญา สัจธรรมที่มันประเสริฐๆ ขึ้นมา เพราะมันจะประเสริฐ มันก็ต้องให้จิตของเราที่อวิชชา ไอ้พญามารที่มันครอบงำจิตของเรา ที่มันโง่บ้าเซ่ออยู่ในใจ ใจนี้ไปไหนไม่รอดเลย อัดอั้นตันใจไปหมด มันมีแต่ความทุกข์ยากในใจ

เวลามันเกิดแสงสว่างขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ ความที่มันเกิดขึ้น เวลาจักรมันเกิดขึ้น มันสว่างไสวไปในหัวใจ มันชื่นบานขนาดไหน ไอ้จิตที่โง่ๆ ไอ้จิตที่มันล้มลุกคลุกคลาน ไอ้ที่ว่าเวลาเกิดปัญญาก็ปัญญาเป็นพิษ ไอ้ขุยไผ่ ปัญญาขุยไผ่มันทำลายหัวใจอยู่นี่มาตลอดเวลา แล้วเวลาเกิดธรรมจักร เกิดธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ เป็นทฤษฎีที่เราศึกษากันมา แต่เวลาเราปฏิบัติขึ้นมาเป็นความจริงล่ะ ความจริงมันไม่ใช่ปัญญาจำมา ไม่ใช่ปัญญาจินตนาการ มันเป็นจริงๆ เป็นจริงๆ มันต้องเกิดจากฐานของจิต นี่สมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งถึงจะเกิดปัญญาอย่างนี้

ถ้าปัญญาอย่างนี้เกิดขึ้นมา เห็นไหม นี่มันมีคุณธรรม นี่ที่มันน่าชื่นชม มันชื่นบานในใจ ถ้ามันชื่นบานในใจ นี่ไอ้จิตโง่ๆ ที่มันล้มลุกคลุกคลาน ที่มันอัดอั้นตันใจ ที่มันล้มลุกคลุกคลาน มันไปไหนไม่รอด มีแต่ความทุกข์ เวลาปัญญามันเกิด มันมีแต่ความสุข สุขเวทนา ทุกขเวทนา เห็นไหม นี่เวลาเกิดความสุข

เวลาความทุกข์บีบคั้นขึ้นมาก็ว่าทุกข์เหลือเกินๆ เวลาจิตสงบขึ้นมาก็มีความสุข ความสุขก็ว่าสุขเหลือเกินๆ ทั้งทุกข์เหลือเกิน ทั้งสุขเหลือเกิน มันก็เป็นอนิจจัง มันก็แปรสภาพของมันไป นี่สิ่งที่ว่าเป็นสุข สุขขึ้นมาแล้ว พอมันเสื่อมขึ้นมา มันก็ทุกข์ยากของมัน ทุกข์ยากอย่างนี้ แต่ทุกข์ยากเพราะมันเคยได้สัมผัส จิตมันเคยเป็นสมาธิขึ้นมา จิตมันมีปัญญาขึ้นมา เวลามันเสื่อมขึ้นมา มันล้มลุกคลุกคลานขึ้นมา ก็ต้องมีสติมีปัญญา ก็ต้องต่อสู้ ต้องหาทางออก ถ้าหาทางออกนะ มันก็ปล่อยวาง เห็นไหม ดูสิ ถ้าธาตุขันธ์มันทับจิต เราก็พยายามผ่อนมัน ผ่อนมัน พยายามเข้าสู่ความจริงให้ได้

ถ้ามันเข้าสู่ความจริง ความจริงกับความจริงมันก็เป็นอันเดียวกัน เห็นไหม เวลาจิตมันสงบขึ้นมาแล้ว จิตมันเป็นความจริงขึ้นมา ถ้ามันจับกายได้จริง พิจารณาได้จริง ความจริงกับความจริง มันพิจารณาขึ้นมาแล้วจิตมันก็ปล่อยตามความเป็นจริง ถ้าจิตมันจอมปลอม จิตมันสงบมาก็ไม่ถึงกับฐาน นี่เวลาจินตนาการขึ้นมามันก็เป็นสมมุติ มันก็เป็นสมุทัยที่สร้างขึ้นมา เวลาปัญญาขึ้นมา ปัญญาก็ปัญญาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จำมาจากทฤษฎีธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากครูบาอาจารย์ที่ท่านพูดไว้

เวลาเกิดขึ้นมา เกิดปัญญาขึ้นมา สิ่งที่ว่าเป็นปัญญา สิ่งที่ว่าเป็นสัญญา ที่เราสัญญา เราจำมา เราพิจารณาของเราขึ้นมา นี่มันเกิดกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันไม่สะอาดบริสุทธิ์ เห็นไหม มันไม่เป็นความจริง มันทำแล้วรสชาติมันก็แตกต่างกันไป แล้วถ้าคนไม่มีอำนาจวาสนาบารมีก็บอกว่าเราทำแล้ว มันปล่อยวางแล้ว

ปล่อยวางแล้วมันก็เป็นอดีตมาแล้ว สิ่งที่เป็นอดีต เราเคยทำความดีมาไหม? เราก็เคยทำความดีกันมาทั้งนั้นแหละ เราไม่เคยทำความดีมาบ้างเลยหรือ ความดีเราทำมาแล้ว แล้วจะเอาความดีมาโฆษณาเดี๋ยวนี้มันเป็นประโยชน์อะไรขึ้นมาล่ะ แล้วในปัจจุบันนี้ล่ะ ความดีในปัจจุบันนี้มันมีไหม ถ้าความดีในปัจจุบัน ความดีทางโลกเขาทำกันมันก็ดีแบบโลก เขาช่วยเหลือเจือจานกัน เขาดูแลกัน มันก็เรื่องโลกทั้งนั้นแหละ มีความเห็นอกเห็นใจกัน ใครทุกข์ใครยากก็ปลอบประโลมกันไป

ดูสิ เวลาหมอเขารักษาคนไข้ เขารักษาคนไข้มันก็เป็นคุณงามความดีของเขา แล้วความดีของเขา หมอก็ต้องตายไป คนไข้ก็ต้องตายเป็นธรรมดา ตายแล้วมันได้สิ่งใดมา แต่ถ้าธรรมโอสถ เวลามันรักษาขึ้นมา มันเป็นสัจธรรมขึ้นมา มันเป็นประโยชน์ขึ้นมา แล้วสัจธรรม เวลาคนไข้ไปหาหมอมันต้องมีหมอถึงรักษาคนไข้ได้นะ ถ้าหมอไม่มีเครื่องมือ หมอไม่มียาก็รักษาคนไข้ไม่ได้อีก

นี่ก็เหมือนกัน จิตที่มันมีอวิชชาครอบงำอยู่ มันก็มีความทุกข์ร้อนของมัน นี่เวลาศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นก็หมอ นี่ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ ธรรมและวินัยเป็นศาสดาของเรา เราก็ไปหาหมอมา เวลาเราทดสอบของเราขึ้นมา เราจะรักษาขึ้นมาก็ต้องมีสติ พอสติมันสงบเข้ามา มันก็เข้าสู่ฐีติจิต นี่สัมมาสมาธิ ถ้าสัมมาสมาธิ ถ้ามันออกฝึกหัดใช้ปัญญาธรรมโอสถมันก็เกิดขึ้น

เวลาศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นก็เป็นตำราทั้งนั้นแหละ นั่นก็ชื่อยาๆ ชื่อมันทั้งนั้นเลย ตัวจริงมันไม่มี นี่เวลาไปหาหมอ หมอเขามีตัวตนนะ ไปโรงพยาบาลเขาก็มีหมอ หน้าที่ทางราชการเขาก็รักษาคนไข้เป็นธรรมดา ไอ้นี่เป็นเรื่องโลก โลกที่เขาสร้างระบบกันขึ้นมา แต่เวลาจิตของเราขึ้นมา เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมของเรามันก็ไม่มี ถ้าจำมา จำมาก็เป็นสัญญา จิตใจของเรามันไม่เป็นสัญญานี่ เวลาทุกข์มันเป็นสัญญาไหมล่ะ เวลาเจ็บช้ำน้ำใจนี่บอกเป็นสัญญาสิ กูจำความทุกข์มา ความทุกข์ไม่ใช่ของกู บอกมันสิ บอกว่ากูจำมันมา ความทุกข์นี่กูจำมา

ไม่ใช่หรอก เวลามันทุกข์ มันไม่ใช่สัญญา มันทุกข์จริงๆ เวลาทุกข์มันไม่เห็นเป็นสัญญาเลย แต่เวลาทำคุณงามความดีทำไมมันเป็นสัญญาล่ะ? สัญญาก็กิเลสมันละเอียด กิเลสมันรู้เท่า มันก็เอาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอ้างอิง พออ้างอิงขึ้นมาก็บอกอันนี้เป็นธรรม อันนี้เป็นธรรม พอเป็นธรรม กิเลสมันก็หลบมันก็ซ่อนซะ ให้สิ่งนี้มีอำนาจเหนือบนใจ เราก็ว่า “เออ! ก็ถูกต้องๆ เนาะ เวลาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่ามันเป็นอนิจจัง สิ่งใดเกิดขึ้นมันก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา นี่ธรรมะก็เป็นธรรมดาอย่างนี้”...ธรรมดาอย่างนี้มันก็จะตายเปล่า

แต่ถ้ามีวุฒิภาวะนะ มีครูบาอาจารย์ ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา ถ้ามันสงบ สติก็คือสติของเรา สิ่งที่ศึกษามันมีแต่ชื่อ ไม่ใช่ความจริง ถ้ามีสติขึ้นมามันก็สงบระงับใช่ไหม เพราะมีสตินี่มันหยุดหมดนะ จะคิดดีคิดร้ายก็แล้วแต่ คิดดีต้องมีสติ ถ้าคิดดี จินตนาการกันไปมันก็เป็นเรื่องอดีตอนาคต มันไม่เป็นปัจจุบัน มันไม่เป็นเรื่องของเราเลย ถ้าคิดถึงความชั่ว ความชั่วคิดไปขนาดไหน มีสติมันก็รู้ว่าคิดสิ่งใด แต่ถ้ามันมีสติ สติบังคับอะไร สติบังคับจิตให้เป็นปัจจุบันไง ปัจจุบันพุทโธก็พุทโธเดี๋ยวนี้ พุทโธๆๆ ปัญญาอบรมสมาธิมันก็มีสติตามความคิด มันก็หยุดเดี๋ยวนี้ไง

ตามกันไป ไล่กันไปจนกว่ามันจะละเอียดขึ้นไป นี่ความคิดมันก็อ่อนลงๆ จนกว่ามันจะหยุดของมันได้ แล้วถ้ามันคิดอีก มีสติปัญญาตามมันไป นี่มันเป็นความจริง คำว่า “สติ” มันก็สติจริงๆ ถ้าเป็นสมาธิ สมาธิก็มีคุณค่าในตัวมันเอง สมาธิมันก็มีความสุข ความระงับ ถ้ามีสมาธินะ คนที่ทำสมาธิได้มันก็มีหลักมีเกณฑ์พออยู่พอกิน พออยู่พอกินคือจิตมันมีที่พึ่ง เห็นไหม ดูสิ ชีวิตมีเครื่องอยู่ เราจะมีข้อวัตรเป็นเครื่องอยู่ นี่เรามีธรรมเป็นเครื่องอยู่ จิตมันไม่มีเครื่องอยู่ มันก็เร่าร้อน

นี่ก็เหมือนกัน พุทโธๆๆ เป็นเครื่องอยู่ มันเร่าร้อนนักก็ให้มันเกาะพุทโธไว้ ให้มันเกาะพุทโธไว้ พุทโธๆ นี่มีสติ เราจะทำอย่างอื่นไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้เราก็เกาะพุทโธไว้ก่อน เกาะพุทโธไว้นี่แหละ เกาะพุทโธไว้จนตัวมันเป็นพุทโธ เราไม่ต้องเกาะ มันเป็นเอง มันเป็นเองเพราะมีสติปัญญา มันเป็นเองเพราะสติ เพราะปัญญา เพราะคำบริกรรม เพราะมีสติมันถึงเป็นตัวมันเอง เป็นเอง เป็นเองเป็นอะไร? ก็เป็นพุทโธไง ตัวมันเป็นพุทธะ ตัวมันเป็นพลังงาน พอพลังงานถึงตัวมันก็เป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ สมาธิมันก็เป็นเครื่องอยู่

จากเครื่องอยู่ที่อาศัยพุทโธเป็นเครื่องอยู่ นี่เป็นความจริงขึ้นมา ความจริงเป็นความจริงของเรา เวลาเรานึกพุทโธๆ นี่เราระลึกถึงพุทธานุสติ คือระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทโธๆๆ จนมันปล่อยวางเข้ามาหมด ตัวมันเองเป็นพุทโธ เห็นไหม นี่ถ้ามันเองเป็นพุทโธ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต

ถ้าผู้ใดจะอุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้อุปัฏฐากใจของตัว เราอยากกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราอยากจะพบครูบาอาจารย์ เราจะว่าครูบาอาจารย์ท่านบรรลุธรรม ท่านมีคุณธรรม ท่านเป็นอย่างไร จิตท่านเป็นอย่างไร จิตท่านเป็นอย่างไร อยากรู้ อยากเทียบ อยากเคียง อยากจะเข้าใจ แต่ถ้าเราพุทโธๆ จนจิตมันเป็นตัวมันเองมันรู้ทันที อ๋อ! สมาธิเป็นแบบนี้ แล้วถ้ามันชำนาญขึ้นไป ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

ถ้ามันอัปปนาสมาธิ สักแต่ว่า สักแต่ว่ารู้ ละเอียดลึกซึ้ง นึกสิ่งใดไม่ได้ ทำสิ่งใดไม่ได้เลย แต่มีสติรู้อยู่ ไม่ใช่ระลึกสิ่งใดไม่ได้ ทำสิ่งใดไม่ได้ แล้วก็โยนให้คนอื่นไปหมดเลย “มันเป็นอย่างนั้น มันเป็นความวาง มันว่างๆ ของมัน”

ความอ่อนด้อยของวุฒิภาวะ ทำสิ่งใดก็ไม่เข้าใจสิ่งนั้น แต่ถ้ามันเป็นจริง มันเป็นปัจจัตตัง มันเป็นสันทิฏฐิโก ต้องรู้แน่นอน ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องชัดเจน นี่ไง ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต เห็นไหม เพราะจิตมันสงบเข้ามา แล้วถ้ามันออกรู้ล่ะ ถ้ามันออกรู้ ออกรู้อะไรล่ะ ถ้าออกรู้เป็นเรื่องฌานโลกีย์ เรื่องโลก มันก็ออกรู้โดยกำลังของจิต

แต่ถ้ามีสติปัญญา ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว เราจบกระบวนการแล้วมันได้สิ่งใด นี่ถ้ามันยังทำอย่างนั้นอีก ให้รำพึง ครูบาอาจารย์ให้รำพึงไปที่กาย ให้รำพึงไปที่กาย เพราะกายกับจิตมันอยู่ด้วยกัน จิตนี้อยู่ในร่างกายนี้ แล้วเวลาจิตสงบเข้าไป มันวางร่างกายนี้ไว้โดยกำลังของสมาธิ แต่เวลามันจับกายนี้ แล้วมันพิจารณาของมัน

เวลาเขาว่า ทัพพีอยู่กับแกง มันไม่รู้จักรสของแกงไง กายกับใจอยู่ด้วยกัน ไม่เคยเห็นกันไง กายกับใจอยู่ด้วยกัน เกิดมาด้วยกัน เกิดมานี่ปฏิสนธิจิตในครรภ์ ในไข่ ในน้ำครำ ในโอปปาติกะ มันไม่รู้สถานะของมัน เพราะมันเกิดมาแล้วมันก็เป็นมันไง แต่ถ้าจิตสงบเข้ามา มันหดเข้ามา แล้วจิตนี่ กายกับใจ ใจเห็นกาย มันเห็นของมันตามความเป็นจริง นี่ถ้าความจริงมันเป็นแบบนี้

คำว่า “จริง” ไม่ใช่ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นทฤษฎี เป็นสิ่งที่เราศึกษามา เป็นฉลากยา แต่เวลามันเป็นจริงขึ้นมา จิตนี้มันมีธรรมโอสถแล้ว มันมีศีล มันมีสมาธิ แล้วมันกำลังจะเกิดภาวนามยปัญญา เพราะมันมีศีล ศีลคือความปกติของใจ นี่เราไปขอศีลๆ เขาขอศีลกัน ขอตามประเพณี ประเพณีคือสถานะของมนุษย์ที่รับศีล แต่จิตมันสงบเข้ามา จิตมันปล่อยเข้ามา นี่ตัวมันเป็นศีล พอเป็นศีลมันก็เป็นสมาธิขึ้นมา ตัวจิตนั่นแหละ พอตัวจิตมันเป็นศีล มันเป็นสมาธิขึ้นมา แล้วมันเกิดปัญญา ปัญญาก็เข้ามาชำระล้างมัน เข้ามาชำระล้างใจดวงนั้น ใจดวงที่เกิดมาทุกข์ๆ ยากๆ นี่แหละ ใจที่เวลาเกิดปัญญาที่ว่าเป็นปัญญาขุยไผ่ ปัญญาขุยไผ่มันก็เป็นสัญชาตญาณ มันเป็นปัญญาของตัณหาความทะยานอยาก มันเป็นปัญญาของโลกไง มันเอาสิ่งนี้มาล่อใจดวงนี้ให้มันเป็นขุยไผ่ ทำลายขุยไผ่ ทำลายตัวมันเองตลอดเวลา

แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา เราฝืนทนกับมัน เกิดหน่อของพุทธะ คือเกิดความสงบของใจ ถ้าใจมันสงบขึ้นมาแล้ว นี่หน่อพุทธะมันเกิดนะ พอหน่อพุทธะมันเกิด นี่เราเห็นพุทโธ เห็นพุทธะ เห็นความสงบระงับของใจขึ้นมา ถ้าเราฝึกหัดๆ เพราะฝึกหัดต้องมีความชำนาญ ถ้าไม่มีความชำนาญ นี่เจริญแล้วเสื่อมเป็นธรรมดา แล้วคนที่เขาล้มลุกคลุกคลาน ปัญญาขุยไผ่มันก็ทำให้หัวใจนี้เร่าร้อนอยู่แล้ว เวลามันเกิดหน่อพุทธะขึ้นมา หน่อพุทธะขึ้นมา ถ้ามันมั่นคงของมัน นี่ฝึกหัดใช้ปัญญา ฝึกหัดใช้ปัญญา มันมีศีล มีสมาธิ นี่มันพร้อมของมันขึ้นมา แล้วถ้าเราฝึกหัด มันออกไปรู้สิ่งต่างๆ ขึ้นมา ออกรู้แล้ว พอจบกระบวนการแล้วก็เท่านั้น แต่ขณะที่จิตมันสงบแล้ว ถ้ามันออกไปรู้กระบวนการอย่างนั้น มันได้ชำระล้างอะไรไป

จิตสงบแล้วเห็นนิมิต รู้สิ่งต่างๆ ที่เห็นที่รู้อย่างนั้น เห็นแล้วมันได้อะไรขึ้นมา จิตมันจะออกจากร่างขนาดไหน มันจะไปรู้สิ่งใดมา ฤๅษีชีไพรเขาก็ทำได้ ปุถุชนคนตายแล้วฟื้นเขาก็มี คนตายแล้วฟื้นมันได้ประโยชน์อะไรมา มันเกิดปัญญาอะไรขึ้นมาบ้าง แต่เวลาจิตของเรานี่เราไม่ได้ตาย มันมีสตินะ เวลาสติมันมีมหาสตินะ สติ มหาสติมันควบคุมจิตอยู่นี่ แล้วจิตตัวนี้มันออกทำงานของมัน ออกใช้ปัญญา นี่ปัญญาอย่างนี้ ปัญญาอย่างนี้ ศีล สมาธิ มันเกิดมีศีล มีสมาธิขึ้นมา ปัญญามันยังไม่เกิด ไม่เกิดภาวนามยปัญญา

แล้วปัญญามันเกิดขึ้นมา ปัญญามันเกิดขึ้นเพราะอะไร มันเกิดขึ้นเพราะว่าจิตมันเห็นกาย จิตเห็นจิต จิตเห็นธรรมารมณ์ จิตเห็นเวทนา จิตมันเห็น จิตมันรู้ไง จิตกับกายอยู่ด้วยกัน แต่มันไม่เคยเห็นกัน ไม่เคยดูกัน ไม่เคยเข้าใจกัน แต่พอเวลาจิตสงบแล้วมันเห็นกาย เห็นกายมันพิจารณากาย ของอยู่ด้วยกัน นี่สิ่งที่อยู่ด้วยกัน พิจารณาด้วยกัน มันไม่เป็นขุยไผ่ไง ขุยไผ่มันทำลายตัวมันเองแล้วมันก็ไปยึดมั่นถือมั่นข้างนอก

นี่ก็เหมือนกัน เวลาเกิดปัญญาขึ้นมา ปัญญาที่มันเกิดขึ้นมาจากจิต เห็นไหม ปัญญาที่เกิดจากจิต แล้วมันพิจารณาของมัน เวลามันเกิดขึ้นมา มันเกิดภาวนามยปัญญา มันไม่ใช่เกิดจากปัญญาที่จำมา จำสิ่งใดมา ครูบาอาจารย์พูดสิ่งใดมา เอาสิ่งนั้นมาเป็นตัวตั้ง ตัวตั้งนี่ เวลาเราภาวนา เห็นไหม เวลาล้มลุกคลุกคลาน เราเอาสิ่งนี้มาปลุกปลอบเราได้ เอาสิ่งนี้มาตรึกได้ ตรึกเพื่อให้จิตใจมันมีเครื่องอยู่เครื่องอาศัย

แต่เครื่องอยู่เครื่องอาศัย เห็นไหม ดูสิ ทางโลกเขายืมเงินทองใครมา มันต้องเสียดอกเบี้ย มันต้องทุกอย่างไปหมดเลย นี่เราไปยืมมา มันไม่ใช่ของเรา มันไม่ใช่ของเรา เห็นไหม มันเป็นสอง แต่ถ้ามันเกิดจากจิต จิตมันเกิดขึ้นมา มันพิจารณาของมันในปัจจุบัน นี่เราทำงานสิ่งใดมา เราได้เงินได้ทองมา มันก็เป็นของเรา จิตถ้ามันพิจารณาของมันมา ผลของมันไง ถ้าพิจารณาแล้วมันปล่อยวาง อันนั้นก็เป็นประโยชน์

ถ้ามันพิจารณาแล้วไม่ปล่อยวางเพราะอะไร ไม่ปล่อยวางเพราะอะไร อ้าว! ทบทวนกลับมา นี่มันขาดสิ่งใดไป สมาธิมันอ่อนไป สติมันไม่ดี หรือว่าปัญญามันอ่อนด้อย เราใช้ปัญญาแล้วมันไม่ก้าวเดิน ไม่ก้าวเดิน วางสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำความสงบของใจให้มากขึ้น ถ้าจิตใจมันสงบมากขึ้นแล้วกลับไปใช้ปัญญาใหม่ ถ้าปัญญามันพิจารณาไปแล้วมันเปิดกว้างขึ้นมา มันเข้าใจสิ่งใดๆ มันทะลุทะลวงเข้าไป อันนั้นก็ถูกต้อง ภาวนาไปแล้ว พอใช้ปัญญาไปแล้วมันเหนื่อยอ่อนนัก เราก็พัก กลับมาทำความสงบของใจ นี่ทำแล้วมันต้องหาเหตุหาผลไง

ถ้าไม่หาเหตุหาผลนะ ทำสักแต่ว่า ทำครบกระบวนการของมัน นี่เขาว่าศีล สมาธิ ปัญญาก็เป็นแบบนั้น แล้วครูบาอาจารย์ท่านก็อธิบาย คำอธิบายของครูบาอาจารย์ท่านอธิบายของท่านด้วยความรู้จริงของท่าน องค์ความรู้ของท่านมี ท่านแยกแยะให้เราเห็นได้ แต่ของเรามันมีสมุทัย มันมีการคาดหมาย มันมีสิ่งคาดเดาในใจ

สิ่งคาดเดาในใจ จับสิ่งใดแล้วจินตนาการมันไป แล้วมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก มันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะอำนาจวาสนาของคนไม่เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ท่านทำของท่านมา ตรงจริตตรงนิสัยของท่าน มันก็สมุจเฉทปหานตามใจของท่าน แต่ของเรา อำนาจวาสนาของเราจะมากกว่าหรืออ่อนกว่า หรือเสมอท่าน แล้วเวลาเสมอท่านแล้ว สิ่งที่ทำนี่กำลังของใจ กำลังของใจนะ ความติดไง ดูสิ เวลาเราทำงานสิ่งใด เดี๋ยวทำแล้วมันก็สะดวกสบาย มันจะทำแล้วประสบความสำเร็จ บางทีทำแล้วทำไมมันขัดแย้ง ทำแล้วมันไม่ได้ผลอย่างที่ใจเราหวัง เราปรารถนา นี่แต่ละครั้งแต่ละคราวมันก็ไม่เหมือนกัน ในการภาวนาของเราเอง

ฉะนั้น สิ่งที่ฟังมาๆ ไม่ใช่ว่าใช้ไม่ได้เลย ฟังมาๆ มันเป็นประเด็น เป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ประโยชน์ได้ แต่เวลาปฏิบัติขึ้นมา มันต้องเป็นสมบัติของเราๆ แล้วสมบัติของเรา สมบัติที่เป็นนามธรรม มันอยู่กับใจดวงนี้ ถ้าใจดวงนี้ชำระล้างกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปแต่ละชั้นละตอน อันนั้นไม่มีวันลืม นี่อกุปปธรรม อกุปปธรรม อฐานะที่มันจะแปรสภาพ

สัญญา สิ่งที่เราศึกษามา เราค้นคว้ามา หรือเราพบสิ่งใดมา สัญญาเดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็เลือนราง เดี๋ยวก็ชัดเจน มันจะเป็นของมันอยู่อย่างนั้นแหละ สิ่งที่เราจำได้ สิ่งที่เราค้นคว้ามา เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็นึกได้ เดี๋ยวก็ต่างๆ แต่ถ้าเป็นสัจจะนะ มันจะอยู่ของมันอยู่อย่างนั้น นี่สะเทือนเมื่อไหร่มันก็ออกมาอย่างนั้นทันทีๆ เลย ถ้าสัจธรรมอันที่เป็นความจริง ความจริงอย่างนี้ ถ้าเราภาวนาของเรา เราทำของเรา เพื่อประโยชน์กับใจดวงนี้นะ

เวลามันเกิดขึ้น ขุยไผ่มันทำลายแม่มัน ทำลายรากเหง้าของมัน ความคิดของเรามันมีอวิชชา มันจะทำลายตัวเราไง ถ้ามันทำลายตัวเรานะ นี่มันเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของกิเลสเป็นแบบนั้น ธรรมชาติของพญามารมันก็จะครอบงำในหัวใจของสัตว์โลก นี่เรามาล้มลุกคลุกคลานกันอยู่นี่ เราพยายามจะฟื้นตัวเราขึ้นมา เพราะการกระทำขึ้นมาจะฟาดฟันกับมัน แล้วขณะที่เราฝึกหัดใหม่ เห็นไหม ดูสิ เด็กที่ฝึกหัดเรียน เข้าโรงเรียนอนุบาล มันอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของมันถ้าเริ่มต้น แต่ครูของเขาก็พยายามสอนเขาขึ้นมาให้เขาอ่านออก เขียนได้ จนกว่าเขาจะเรียนของเขาขึ้นไปเป็นชั้นเป็นตอน

นี่ก็เหมือนกัน ในการประพฤติปฏิบัติของเรา เริ่มต้นขึ้นมา จะอายุมาก อายุน้อย จะบวชมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ถ้ายังไม่ได้เริ่มต้นปฏิบัติมันก็เหมือนกับเด็กอนุบาลที่ยังไม่รับรู้อะไรเลย ปริยัติต้องปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติขึ้นมา นี่เราจะเริ่มฝึกหัดใจเราแล้ว นี่สติ ดูสิ สติ สมาธิ ปัญญา มันจะรู้ชัดของมัน มันจะเป็นความจริงของมัน มันไม่ใช่ความจำ มันไม่ใช่ทฤษฎี ไม่ใช่สิ่งที่ว่าเราค้นคว้ามา การค้นคว้ามาเหมือนทางวิทยาศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์เขาศึกษาทางทฤษฎีมา ถ้าเขายังไม่ได้ทดสอบ ยังไม่ได้ทดลอง เขายังทำไม่ได้หรอก เขายังไม่รู้จริงของเขา นี่ขนาดคำนวณกันแล้วขนาดไหน เวลาทำแล้วเขายังต้องทดสอบว่ามันจะทำได้จริงหรือทำไม่ได้จริง นี้ในทางโลกนะ

แล้วในทางธรรมมันก็เหมือนกัน เราจะประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าปัญญาขุยไผ่มันเป็นปัญญาของกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันมีโดยธรรมชาติ มันมีโดยสัญชาตญาณ มันเป็นแบบนี้ ทีนี้เราศึกษาธรรมมาแล้ว เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา แล้วเราจะมาประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้าเราจะประพฤติปฏิบัติของเรา เราวางสิ่งนั้นไว้ ปริยัติแล้วต้องปฏิบัติ

การปฏิบัติ ถ้าสตินะ สังเกตได้ สติ พอสติสมบูรณ์ ความคิดเราไม่มี แล้วเราจะไม่ทุกข์ร้อนจนเกินไป ถ้าวันไหนที่เราทุกข์ร้อน นี่ขาดสติแล้ว แล้วอารมณ์มันโหมเข้าใส่ อารมณ์ที่มันมานี่ขาดความยับยั้ง มันจะโหมพัดใส่เราเต็มที่เลย แต่ถ้าเราล้มลุกคลุกคลาน หรือเจ็บช้ำน้ำใจมาจนพอแรงแล้ว ตั้งสติได้นะ อารมณ์ที่ว่าๆ ไม่รู้มันหายไปไหน ไม่มีเลย ไม่มีเลย เห็นไหม นั่นล่ะปัญญาขุยไผ่ เวลามันโหมใส่ขึ้นมามันมีแต่ตัณหาความทะยานอยาก มันมีแต่อวิชชา มันมีแต่ความล้นฝั่ง ล้นท่วมท้นตัวเอง ถ้ามีสติขึ้นมา มันจะโค่นกอไผ่ต้องใช้มีดที่เป็นด้ามไม้ไผ่

นี่ก็เหมือนกัน สิ่งต่างๆ มันเกิดในใจเราทั้งนั้นแหละ อวิชชามันก็เกิดอยู่ในใจ อวิชชา เห็นไหม ปฏิสนธิจิต ปฏิสนธิวิญญาณ เวียนตายเวียนเกิดในวัฏฏะ มันก็มีอวิชชาตลอด เวลาเกิดมรรค เกิดปัญญาขึ้นมาก็เกิดจากจิต จิตมันฝึกฝนมันขึ้นมา มันก็เกิดจากจิตทั้งนั้นแหละ ถ้ามันขุยไผ่ มันก็เกิดจากกอไผ่นั้น เวลามันเกิดมรรค เกิดดาบ เกิดมีดที่เราจะโค่นต้นไผ่นั้น มันต้องใช้มีดจากด้ามไม้ไผ่นั้น นี่มันเป็นเรื่องของจิตของเรา เป็นเรื่องของใจของเรา ที่เราจะมีสติปัญญาดูแลรักษาของเรา เพื่อประโยชน์กับใจดวงนี้

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อเตือนสติเรา ฟังแล้วฟังเล่าๆ ฟังแล้วฟังเล่าเพราะมันเป็นคุณธรรม มันเป็นปัจจุบันธรรม สิ่งที่เราเห็นอยู่นี่มันเป็นอดีตอนาคต มันก็จะต้องฟังกันไปจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง ใครตายไปข้างหนึ่ง เห็นไหม เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เห็นภัยในวัฏสงสารถึงมาบวชเป็นพระ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม นี่อัครสาวกต่างๆ ก็ประพฤติปฏิบัติธรรมจนมีดวงตาเห็นธรรม ฉะนั้น ฟังธรรมๆ ก็เพื่อปรารถนาได้คุณธรรม ปรารถนาได้สัจธรรมขึ้นมาในใจของเรา ถ้ายังไม่ได้ก็จะต้องฟังธรรมๆ จนกว่าเราจะปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เอวัง